มาทำความรู้จักปากกากัน

การกำเนิดปากกา และวิวัฒนาการของการเขียน !!!!

ปากกา (pen) เป็นเครื่องมือที่ใช้สำหรับการเขียน ปากกาจะใช้หมึกในการเขียนลงไปบนพื้นผิวเรียบๆ นอกจากตัวอักษรหรือตัวหนังสือซึ่งมนุษย์ได้คิดประดิษฐ์ขึ้นมาใช้แล้ว “เครื่องมือ” หรือ “อุปกรณ์” ที่ใช้สำหรับการขีดเขียนก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจไม่น้อย ดังเช่นในปัจจุบันนี้ มนุษย์ต้องใช้เวลาในการพัฒนาเครื่องมือที่ใช้ในการขีดเขียนเป็นเวลานานหลายพันปี   ในยุคอดีตมนุษย์อาจจะใช้นิ้วจุ่มดินหรือหินสี ที่บดเป็นผงผสมกับยางไม้ หรือกาวจากหนังสัตว์ ขีดเขียนบนผนังถ้ำหรือเพิงผา ต่อมาอาจใช้ ดิน หิน ที่มีคุณสมบัติเหมาะสม โดยการนำมาฝนหรือทำให้เป็นแท่งเพื่อความสะดวกในการขีดเขียน หรือยิปซัมผสมน้ำ แล้วทำให้เป็นแท่งเพื่อสะดวกในการใช้งาน ชาวกรีกโบราณประดิษฐ์ปากกาขึ้นจากต้นกกไส้กลวง โดยการปาดให้มีปากหลายแบบหลายขนาด ปากกานี้ไม่ใช้หมึกแต่ใช้เขียนบนผิวไม้ที่เคลือบขี้ผึ้งไว้ ทำให้เกิดรอยเป็นตัวอักษรบนผิวขี้ผึ้ง มนุษย์เริ่มนำขนนกหรือขนห่านมาทำเป็นปากกา เรียกว่า “ปากไก่” สามารถเขียนได้คมชัดและเขียนติดต่อกันได้นาน

ต่อมาประมาณศตวรรษที่ 15 มนุษย์เริ่มประดิษฐ์ปากกา ที่มีปากเป็นโลหะและมีรอยผ่าตรงกลางปาก ทำให้เขียนได้นานโดยไม่ต้องจุ่มหมึกทุกครั้งที่เขียน แต่ก็ไม่มีผู้ใดสามารถประดิษฐ์ปากกาที่มีหมึกในตัวเองได้

ปี ค.ศ.1884 Lewis Edson Waterman ได้ผลิตปากกาที่มีหมึกในตัว เรียกว่า ปากกาหมึกซึม (Fountain pen) ที่นิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกาจึงถือว่า Waterman เป็นบิดาแห่งการประดิษฐ์ปากกาหมึกซึม

ในปี ค.ศ.1900 ปากกาหมึกซึมได้พบคู่แข่งใหม่นั่นก็คือปากกาลูกลื่น ปากกาที่มีลูกกลิ้ง (Ball) กลมๆ เล็กๆ อยู่ที่ปลายปากกาโดยชาวอเมริกาชื่อ จอห์น เอช. ลาวด์ เป็นผู้ประดิษฐ์ขึ้น

ปลายปี ค.ศ.1930 นักหนังสือพิมพ์และศิลปินชาวฮังกาเรียน ชื่อ ไบโร ได้เกิดแนวความคิดจากหมึกแห้ง (Quick-drying ink) ที่ช่างพิมพ์ในโรงพิมพ์นั้นใช้พิมพ์หนังสือ จึงคิดหาวิธีนำหมึกชนิดนี้มาบรรจุลงในปากกา โดยที่หมึกจะไม่ไหลและหยดออกมาจนเปื้อนกระดาษ

ปากกานั้นมีหลายชนิด โดยเราสามารถแบ่งได้เป็น

1.ปากกาลูกลื่น หมึกจะติดกับกระดาษโดยการกลิ้งของลูกกลิ้งกลมแข็งที่ปลายปากกา ขนาดประมาณ 700-1200 ไมโครเมตร อาจทำจากทองเหลือง เหล็กกล้า หรือทังสเตนคาร์ไบด์ หมึกจะแห้งทันทีที่สัมผัสกับกระดาษ

2.ปากกาหมึกซึม เป็นปากกาที่ต้องมีการเติมน้ำหมึกอยู่ตลอดเวลา หัวปากกาหมึกซึมนั้นมีลักษณะเป็นแท่งเหล็ก 2 อันประกบกันโดยด้านหนึ่งจะถูกทำให้มนซึ่งจะเป็นด้านสำหรับการเขียน อีกด้านจะเชื่อมต่อกับท่อเล็กๆ ที่เชื่อมต่อกับที่เก็บน้ำหมึก

3.ปากกาเน้นข้อความ เป็นปากกาที่มีสีสันหลากหลาย นิยมใช้ในการเน้นข้อความสำคัญ

4.ปากกาหมึกเจล ปากกาชนิดนี้จะเป็นปากกาที่ให้เส้นที่เล็ก มีความคมชัด และเขียนลื่น

5.ปากกาก้านขนนก (quill) เป็นปากกาที่เคยใช้ในอดีต มีด้ามเป็นขนนกมีหัวเป็นเหล็ก ไม่มีที่เก็บน้ำหมึก ต้องจุ่มน้ำหมึกประจำ

6.ปากกาจุ่มหมึก เป็นปากกาที่เวลาใช้ต้องจุ่มหมึกเรื่อยๆ คล้ายๆกับปากกาขนนก

7.ปากกาจากต้นกก หรือปากกาไม้ไผ่เมื่อมองไปรอบๆ ตัวเราจะพบว่า หนึ่งในบรรดาของใช้ที่เรามักมองข้ามไปทั้งๆ ที่เป็นสิ่งที่เราใช้อยู่เป็นประจำ แทบทุกวัน คือ ปากกาลูกลื่น นั่นเอง คุณค่าของปากกาลูกลื่น ที่มีต่อมนุษย์นั้น อาจกล่าวได้ว่ามากมายกว่า ราคาค่างวดเพียงน้อยนิดของมัน นับร้อยนับพันเท่า และยังเป็นเครื่องพิสูจน์เป็นอย่างดีว่า สิ่งประดิษฐ์ที่ยิ่งใหญ่นั้น ไม่จำเป็นต้องมีขนาดใหญ่โต ซับซ้อน และมีราคาแพงอย่างที่เชื่อกัน

    ต้นกำเนิดปากกาลูกลื่นเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1943 โดยนักหนังสือพิมพ์ชาวฮังการีชื่อ ลาซโล บิโร (Lazlo Biro) ซึ่งโดยอาชีพทำให้เขาคุ้นเคยกับปัญหา ของปากกาหมึกซึมที่ใช้กันอยู่ในขณะนั้น อาทิ เส้นหมึกไม่สม่ำเสมอ หมึกแห้งช้า และเมื่อถูกอากาศร้อน จะเยิ้มเหนียวเปรอะเปื้อนได้ง่าย เขาจึงเกิดความคิด ที่จะพัฒนาปากกาแบบใหม่ ที่ใช้หมึกชนิดแห้งเร็ว แต่เนื่องจากหมึกชนิดดังกล่าว เมื่อสัมผัสกับอากาศจะเกิดการแห้งอุดตันได้ เขาจึงนำลูกบอลโลหะเล็กๆ ติดไว้ที่หัวปากกา เพื่อป้องกัน ไม่ให้หมึกสัมผัสกับอากาศโดยตรง ผลพลอยได้จากการนี้คือ ลูกบอลยังทำหน้าที่ควบคุม ให้หมึกไหลออกจากปากกา อย่างสม่ำเสมออีกด้วย (กลไกเดียวกันนี้ ยังนำไปใช้กับ ขวดสเปรย์ดับกลิ่นตัวชนิด โรล-ออน) ลูกบอลดังกล่าวมีขนาดพอดีกับหัวปากกา และมีช่องว่างเล็กน้อย เพื่อให้ลูกบอลหมุนได้อย่างอิสระรอบตัว เมื่อกดหัวปากกากับผิววัสดุที่เขียน น้ำหมึกจากหลอดหมึก จะไหลลงมาที่หัวลูกบอล ตามแรงโน้มถ่วง เมื่อลูกบอลหมุนไป มันจะหมุนเอาส่วนที่มีหมึกติดอยู่ กดลงบนผิววัสดุที่เขียน ทำให้เกิดเป็นเส้นหมึกสม่ำเสมอ บนผิววัสดุ ซึ่งจะมีขนาดเท่าใดนั้นขึ้นกับขนาดลูกบอล เช่น ลูกบอลขนาด 0.5 มิลลิเมตร ก็จะให้เส้นหมึกขนาด 0.5 มิลลิเมตรเช่นกัน ปากกาลูกลื่น จึงมีความสะดวก ในการใช้งานกว่า ปากกาหมึกซึมแบบเดิมเป็นอย่างมาก ส่วนน้ำหมึกประกอบด้วย 3 ส่วน คือ ตัวทำละลาย เม็ดสี และตัวเติมอื่นๆ สีที่นิยมใช้ได้แก่ สีดำ ทำมาจากคาร์บอน สีน้ำเงินได้จากสารประกอบของเหล็ก และสีแดง ทำมาจากสารประกอบแคดเมียม เป็นต้น

    ในระยะแรก ปากกาลูกลื่นของบิโร ยังไม่ได้รับความนิยมมากนัก เนื่องจากมีราคาแพงมาก ในปี ค.ศ. 1945
มิลตัน เรย์โนลด์ (Milton Raynold) ผู้ผลิตปากกาชาวสหรัฐ เสนอขายปากกาลูกลื่นของเขาในราคาสูงถึง 10 เหรียญ สหรัฐ จนกระทั่งอีก 4 ปีต่อมา ศักราชของปากกาลูกลื่น จึงเริ่มต้นขึ้นอย่างแท้จริง เมื่อมาร์เซล บิช (Marcel Bich) ชาวฝรั่งเศส ได้ออกแบบ ปากกาลูกลื่นให้มีลักษณะเรียบง่ายที่สุด และนำวิธีการผลิตแบบอุตสาหกรรมมาใช้ ทำให้ปากกาลูกลื่นยี่ห้อ ‘บิ๊ค’(BIC) ซึ่งตั้งตามชื่อของเขามีราคาถูกลงมาก (ปัจจุบันคุณอาจหาซื้อ  ปากกาลูกลื่นได้ในราคาเพียงด้ามละ 10 เซนต์ หรือ ประมาณ 4.50 บาท และบางครั้งก็ต่ำกว่านั้น) ประกอบกับความสะดวกในการใช้งานที่ผู้ผลิตเติมหมึกมาให้พร้อมกับตัวปากกา และเมื่อหมึกหมดแล้ว ก็สามารถทิ้งได้เลย ไม่ต้องยุ่งยากกับการเติมหมึกอีก จึงไม่ต้องสงสัยว่า มันจะได้รับความนิยมแพร่หลาย อย่างรวดเร็วในทันทีที่ออกจำหน่าย และจนถึงปัจจุบันอาจกล่าวได้ว่า คนทุกชนชั้นสามารถหาซื้อปากกาลูกลื่นไว้ใช้ได้ ช่วยให้การเขียนหนังสือ สะดวกขึ้น และแพร่ขยายไปอย่างกว้างขวางกว่าเดิมมาก จึงนับได้ว่ามนุษยชาติ เป็นหนี้บุญคุณความคิดของ ลาซโล บิโร และมาร์เซล บิช อยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

ที่มาข้อมูล : http://www.lib.ru.ac.th
http://www.panyathai.or.th
http://www.sakura.in.th
http://th.wikipedia.org

ที่มาเว็บ : https://www.myfirstbrain.com

เอกสารอ้างอิง

  • Melissa Russel-Ausley, How Ballpoint Pens Work, http://www.howstuffworks.com/pen.htm
  • ศิริพงษ์ วิทยวิโรจน์, ปากกาบิ๊ค, เจาะลึกสินค้าเด่น, สำนักพิมพ์เคล็ดไทย, 2534 หน้า 46-49.